โน้ท ก็สวัสดีครับท่านผู้ชมทุกท่านเข้ามาแล้วอย่าลืมกดติดตามและกดรูปกระดิ่งแจ้งเตือนเพื่อไม่พลาดข่าวสารก่อนใครนะครับคำพยากรณ์ชะตาเมืองครั้งกรุงศรีอยุธยากับสมเด็จโตตรงกันถึงยุคศรีวิไลในรัชกาลที่ 10 คำพยากรณ์ชะตาบ้านเมืองซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปก็คือเพลงยาวพยากรณ์กรุงศรีอยุธยาเป็นบทร้อยกรองเกี่ยวกับการทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองในสมัยกรุงศรีอยุธยาคาดว่าแต่งขึ้นในสมัยพระเจ้าปราสาททองและสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแต่ไม่ปรากฏตัวตนผู้แต่งนอกจากนี้ยังมีคำพยากรณ์ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 10 อีก 2 ฉบับฉบับหนึ่งแต่งในสมัยกรุงศรีอยุธยา คะฉบับ 1 แต่งในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์แต่มีเนื้อหาใกล้เคียงกันมากอีกทั้งผู้แต่งก็เป็นเจ้าพระคุณระดับสมเด็จด้วยกันทั้งสองพระองค์และชื่อก็ยังใกล้เคียงกันอีกฉบับสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นั้นว่าเป็นของสมเด็จโตสมเด็จพระพุฒาจารย์โตพรหมรังษีและมีที่มาว่าหลังจากที่สมเด็จโตมรณภาพเมื่อเที่ยงคืนวันที่ 22 มิถุนายน 2415 ในรัชกาลที่ 4 [เพลง] เช้าวันรุ่งขึ้นในอาญาราชหรืออิ่มศิษย์ก้นกุฏิได้เข้าไปเก็บกวาดกุฏิก็พบกระดาษแผ่นหนึ่งซุกอยู่ใต้เสื่อมีรายมือของท่านเขียนคำไว้ 10 คำว่ามหากาพย์ผ่านยักษ์รักมิตรสนิททำจำแขนขาดราดจนชนร้องทุกข์ยุคทมิฬ อาถิ่นกาขาวชาวศรีวิไลจึงตีความกันว่าเป็นคำพยากรณ์บ้านเมืองของท่านก่อนหน้านั้นก็มีคำพยากรณ์ชะตาเมืองที่มีข้อความใกล้เคียงกันนี้อีกฉบับหนึ่งซึ่งแต่งขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยาโดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์หรือหลวงพ่อใหญ่ว่าเป็นอรหันต์องค์หนึ่งของกรุงศรีอยุธยาได้พยากรณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในกรุงรัตนโกสินทร์ไว้ 10 ราชการคือรัชกาลที่๑มหากาพย์ภารหายักษ์รัชกาลที่ 2 รู้จักทำราชการที่ 3 จำต้องคิดราชการที่ 4 สนิททำรัชกาลที่ 5 จำแขนขาดรัชกาลที่ 6 ราชราชาโจรรัชกาลที่ 7 นั่งทนทุกข์รัชกาลที่ เด็กยุคทมิฬรัชกาลที่๙ถิ่นกาขาวรัชกาลที่ 10 ชาวศรีวิไลซึ่งแตกต่างจากของสมเด็จพระพุฒาจารย์โตพรหมรังษีอยู่ 5 ยุคือฉบับของกรุงศรีอยุธยานี้นำมาเปิดเผยไว้ในหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งพิมพ์เมื่อพ.ศ 2525 แจกจ่ายในหมู่ศิษย์ยานุศิษย์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำโดยนำคำบรรยายธรรมของท่านเมื่อพ.ศ 2518 เรื่องพยากรณ์กรุงรัตนโกสินทร์มาพิมพ์มีข้อความตอนหนึ่งว่าในสมัยที่อาตมาอยู่กับหลวงพ่อปานปีนั้นจำได้ว่าเป็นปีพ.ศ 2480 หลวงพ่อปานไม่อยู่กุฏิหลวงพ่อปานโกฎิหลวงพ่อเล็ก 2 กุฏินี้ไม่มีใครกล้าค้นหนังสือในกุฏิหลวงพ่อเล็กมีมากมี 2 ตู้ [เพลง] [เพลง] คุณยายอีกเป็นหนังสือสมุดคออีกสงสัยไปได้สมุดข่อยกะลูกลิงแต่มีใจความน่าคิดเอามานั่งอ่านสนใจหนังสือฉบับนั้นเขียนไว้หนังสือขาดข้อความก็ขาดเป็นอันว่าเป็นคำพยากรณ์ของพระอรหันต์สมัยอยุธยาพยากรณ์ไว้ตั้งแต่กรุงเทพฯยังไม่ปรากฏในหนังสือนั้นเขาว่าว่าอย่างนี้นะถ้าโกหกก็โกหกด้วยกันถ้าหนังสือโกหกอัตตะมาก็โกหกแต่ไม่มีเจตนาโกหกผู้ตามหนังสือนี่นี่จะปรับเป็นโทษก็ตามใจพ่อคุณจะเอาเทวดาที่ไหนมาปรับก็เชิญเถอะพ่อคุณเอ้ยและอีกต่อหนึ่งจนกระทั่งหลวงพ่อปานกลับมาก็เข้าไปกราบเรียนท่านเวลาที่ท่านว่างแขกสบายใจคำว่าหลวงพ่อขอรับกระผมได้หนังสือนี้มาฉบับ 1 มีแต่ถ้าว่าข้อความมันขาดไปเสียหมดปะติดปะต่อกันไม่ได้แต่ข้อความจับใจมากอยากทราบว่าหลวงพ่อทราบข้อความนี้ไหมหลวงพ่อก็ถามถึงข้อความจุด 1 [เพลง] อัตรามาก็พูดให้ฟังท่านเลยบอกว่ามีลูกมีหนังสือฉบับนี้พ่อเห็นมาก่อนแล้วเหมือนกันสมัยนั้นมันยังไม่สมบูรณ์อยู่แต่ถ้าว่ามันผุเต็มทีหนังสือนี้เป็นสมบัติของหลวงปู่คล้ายท่านเอามาจากไหนหลวงพ่อก็ไม่ทราบเหมือนกันท่านก็เลยจ้างเขาเขียนไว้ในสมุดข่อยอีกเล่มหนึ่งและหลวงพ่อสั่งให้ไปหยิบหนังสือเล่มนั้นจากกุฏิของท่านท่านซุปไว้ใต้ตู้นาฬิกาเอาผ้าสีแดงห่อไว้คำพยากรณ์ทั้ง 2 ฉบับนี้ขยายความได้ว่าสมัยรัชกาลที่ 1 เป็นยุคมหากาพย์หรือมหากาพย์ และมหายักษ์นั้นพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชได้ทรงปรับปรามการจลาจลวุ่นวายในกรุงธนบุรีเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชวิกลจริตเกิดความขัดแย้งกันมากจนต้องใช้ความเด็ดขาดปราบปรามและปราบดาภิเษกขึ้นของราชทรงสร้างความสงบสุขกลับมาสู่บ้านเมืองอีกครั้งผ่านความเร็วร้ายครั้งใหญ่ของบ้านเมืองไปได้สมัยรัชกาลที่ 2 นั้นไม่เหมือนกันสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ว่าเป็นยุครู้จักทำสวนสมเด็จพุฒาจารย์โตว่าเป็นยุคผ่านยักษ์สมเด็จพระพุทธจารย์โตท่านมีชีวิตอยู่ในสมัยรัชกาลที่ 2 ด้วยได้เห็นเหตุการณ์ที่เกิดอะฮิวาระบาดครั้งรุนแรงศพลอยเกลื่อนตามลำน้ำจนช้าหยาบชายกินไม่ได้บ้านเมืองเงียบสงบเหมือนเป็นเมืองร้าง ดูเหมือนมียักษ์มารมาผลาญชีวิตผู้คนในพระนครส่วนสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ท่านว่ารู้จักทำเพราะพยากรณ์ไว้ว่าบ้านเมืองจะสงบทำให้พระสงฆ์มีเวลาสะสางพระไตรปิฎกค้นคว้าพระธรรมวินัยมารวบรวมไว้สมัยรัชกาลที่ 3 สมเด็จโตท่านว่ารักนิดแต่สมเด็จใหญ่ท่านว่าจำต้องคิดสมเด็จโตท่านมีชีวิตอยู่ในช่วงรัชกาลที่ 3 ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงในยุคนี้ที่ชาวตะวันตกซึ่งหายไปจากเมืองไทยเมื่อสิ้นสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชโดยเริ่มปรับเข้ามาใหม่ทั้งอังกฤษและอเมริกาได้ส่งทูตเข้ามาขอทำสัญญาพระราชไมตรีทั้งไทยยังส่งทหารไปช่วยรบกับคางพม่าตามคำขอของอังกฤษ มีส่วนที่สมเด็จใหญ่พยากรณ์ไว้ว่าจำต้องคิดก็ต้องถือว่าถูกอีกเพราะพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าทรงเห็นว่าการเปิดประตูประเทศให้ฝรั่งเข้ามาเพียงไม่กี่คนก็ยังก่อความวุ่นวายขึ้นมากจะขอนู่นจะเอานี่แม้แต่อังกฤษจะมอบดินแดนของพม่าที่ตีได้เมื่อไทยไปช่วยรบท่านก็ไม่รับเพราะทรงเกิดความไม่ไว้ใจอัลกฤษส่งเก็บเงินกำไรจากการค้าสำเภาใส่ถุงแดงรับสั่งว่าเอาไว้ไทยประเทศก็ได้ใช้ไทยจริงๆจากฝรั่งเศสแม้ขณะประชวรหนักก่อนสวรรคตยังส่งเรียกพระยาศรีสุริยวงศ์ขุนนางคนสนิทไปเตือนสติไว้ว่าการสืบข้างยวนทั้งพม่าเห็นจะไม่มีแล้วจะมีอยู่ก็แต่เพียงพวกท่านฝรั่งให้ระวังให้ดีอย่าให้เสียทีแก่เขาได้การ มีสิ่งใดของเขาที่คิดควรจะร่ำเรียนเอาไว้ก็ให้เอาอย่างเขาแต่อย่านับถือเลื่อมใสไปทีเดียวท่านทรงเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าวิตกเกิดในรัชสมัยของท่านจึงทรงคิดหนักสมัยรัชกาลที่ 4 คำพยากรณ์ของสมเด็จตรงกันที่ว่าสนิททำสมเด็จโตนั้นท่านเป็นคู่ทุกข์คู่เทศน์กับพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งแต่ทรงผนวชจนขึ้นครองราชย์จึงรู้แน่ว่าว่ายุคนี้เป็นยุคสนิททำแต่สมเด็จใหญ่ท่านพยากรณ์มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาไม่รู้ว่ากษัตริย์พระองค์ที่ 4 ของกรุงรัตนโกสินทร์นั้นได้ทรงลาผนวชจากเจ้าอาวาสมาขึ้นครองราชย์และอย่างเคร่ง Class ส่งชุดขาวถือศีล 8 ฝั่งทำทุกวันพระต้องถือว่าท่านแม่นจริงๆ ในสมัยรัชกาลที่ 5 จำแขนขาดในสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นยุคข่มขืนใจสำหรับราชอาณาจักรไทยอีกครั้งหนึ่งจากลัทธิล่าอาณานิคมของอังกฤษฝรั่งเศศที่เข้ายึดครองประเทศรอบด้านเป็นอาณานิคมพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงฉายนโยบายสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิตจึงถูกสองมหาอำนาจเชื่อเจนดินแดนไปรอบด้านเหมือนจำต้องแขนขาดสมัยรัชกาลที่๖สมเด็จโตท่านว่าว่าเป็นยุคราดจนแต่สมเด็จใหญ่ท่านว่าเป็นยุคราบราชาโจรซึ่งความหมายก็ไม่ต่างกันนักอธิบายความหมายกันไว้ว่าในยุคนี้พระเจ้าอยู่หัวทรงมีน้ำพระทัยกว้างขวางเมตตาต่อข้าราชบริพารเป็นพิเศษทำให้ ข้าราชบริพารบางคนช่วยโอกาสกอบโกยความมั่งคั่งจนเศรษฐกิจที่ต้องใช้พระราชทรัพย์มากในรัชกาลที่ 5 มาแล้วกลับทรุดหนักในรัชกาลนี้ทำให้เกิดความยากจนในหมู่ราษฎรหรือเหมือนทรงเลี้ยงโจรปล้นราษฎรสมัยรัชกาลที่ 7 สมเด็จโตท่านว่าเป็นยุคชนร้องทุกข์แต่สมเด็จใหญ่ท่านว่าเป็นยุคนั่งทนทุกข์ซึ่งก็ไม่ต่างกันอีกชนร้องทุกข์มีอธิบายความหมายไว้เป็นยุคที่เศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำไทยก็ตกหนักจนถึงไม่มีเงินจ่ายข้าราชการต้องโดนข้าราชการออกเพื่อลดค่าใช้จ่ายเกิดความเดือดร้อนกันทุกหย่อมหญ้าส่วนด้านการเมืองก็เกิดความคิดต่างกันพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอึดอัดพระทัยอีกที่การเปลี่ยนแปลงไม่เป็นไปตามพระราชประสงค์จึงจะพระราชทานพระราชอำนาจ ถ้าประชาชนโดยตรงจึงทรงเป็นพระมหากษัตริย์องค์เดียวของกรุงรัตนโกสินทร์ที่สละราชสมบัติสมัยรัชกาลที่๘ยุคทมิฬเป็นยุคทมิฬทางการเมืองที่ใช้ความรุนแรงต่อกันพันเอกหลวงพิบูลสงครามเพียงแค่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรงในตอนนั้นก็ถูกลอบยิงการสนามหลวงยิ่งและวางยาพิษถึงในบ้านแต่เมื่อไม่อาจสกัดดาวรุ่งได้พอขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีก็เผด็จการเต็มรูปแบบจึงสั่งจับนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามกลุ่มใหญ่ในข้อหากบฏซึ่งศาลพิเศษก็ตัดสินประหารชีวิตนักการเมืองคนดัง 18 คนรวดจากนั้นกรุงรัตนโกสินทร์อย่างถูกข้าศึกโจมตีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 สุดท้ายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็สิ้นพระชนม์ด้วยกระสุนปริศนา [เพลง] ฮะซึ่งยังไม่มีความกระจ่างจนวันนี้สมัยรัชกาลที่๙ถิ่นกาขาวตีความหมายว่าเป็นฝรั่งซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นยุคที่มีฝรั่งเข้ามาเมืองไทยมากที่สุดนอกจากนักธุรกิจผู้เกษียณอายุที่มายึดเอาเมืองไทยเป็นเรือนกายแล้วจะมีนักท่องเที่ยวไหลบ่าเข้ามาอย่างมหาศาลจนเมืองไทยดังไปทั่วโลกรวมทั้งคนไทยก็พลอยฝรั่งจ๋าไปด้วยรัชกาลที่ 10 ชาวศรีวิไลคำนี้ออกจะเป็นฝรั่งไปหน่อยจากคำว่าว่าศรีวิลัย satian ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ …
“คำพยากรณ์ชะตาเมือง”ครั้งกรุงศรีอยุธยากับ”สมเด็จโต”ตรงกัน! ถึงยุคศิวิไลซ์ในรัชกาลที่ ๑๐ Read More